ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+
ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองมากกว่าประกันภัยประเภท 2 แต่น้อยกว่าประกันภัยประเภท 1 โดยมีจุดเด่นคือให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมในราคาที่ไม่สูงมากนัก ความคุ้มครองหลักของประกัน 2+ ประกอบด้วยการคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันในกรณีชนกับยานพาหนะทางบก คุ้มครองการสูญหาย ไฟไหม้ของตัวรถยนต์ และคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์จากภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
ข้อแตกต่างหลักระหว่างประกัน 2+ กับประกัน 1 คือ ประกัน 2+ ไม่คุ้มครองกรณีที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุชนแล้วหลบหนี หรือชนกับวัตถุอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยานพาหนะ เช่น เสาไฟฟ้า ต้นไม้ หรือกำแพง ประกันประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่มากกว่าประกันภาคบังคับ แต่ไม่ต้องการจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงเท่ากับประกันชั้น 1
ประเภทรถยนต์ที่เหมาะสมกับประกัน 2+
ประกัน 2+ สามารถใช้ได้กับรถยนต์หลากหลายประเภท แต่จะเหมาะสมกับรถบางลักษณะมากกว่า โดยทั่วไปแล้ว ประกัน 2+ เหมาะกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งาน 3-7 ปี เนื่องจากรถในช่วงอายุนี้มักมีมูลค่าลดลงจากตอนซื้อใหม่ แต่ยังมีมูลค่าสูงพอที่จะคุ้มค่ากับการทำประกัน 2+ นอกจากนี้ยังเหมาะกับรถยนต์ขนาดกลางถึงเล็กที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุชนกับรถคันอื่นมากกว่า
รถกระบะที่ใช้งานทั่วไปหรือรถกระบะดัดแปลง เช่น รถกระบะติดตั้งแค็ป หรือหลังคา ก็เหมาะกับประกัน 2+ เช่นกัน โดยเฉพาะรถที่ไม่ได้ใช้งานหนักมาก หรือไม่ได้บรรทุกสินค้ามูลค่าสูงเป็นประจำ รถตู้ส่วนบุคคลที่ใช้ในครอบครัวหรือกิจการขนาดเล็ก ที่ไม่ได้ใช้งานเชิงพาณิชย์หนัก ก็สามารถใช้ประกัน 2+ ได้
รถ SUV (Sport Utility Vehicle) ขนาดกลางที่ใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง แต่ไม่ได้ลุยหนักมาก ก็เป็นอีกประเภทรถที่เหมาะกับประกัน 2+ และสำหรับรถสปอร์ตที่ไม่ใช่รุ่นไฮเอนด์ มีมูลค่าไม่สูงมาก และใช้งานไม่บ่อยครั้ง ก็สามารถพิจารณาทำประกัน 2+ ได้เช่นกัน
ข้อควรพิจารณาในการเลือกทำประกัน 2+ สำหรับรถแต่ละประเภท
การตัดสินใจเลือกทำประกัน 2+ ควรพิจารณาปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เริ่มจากมูลค่าของรถยนต์ ควรพิจารณาว่ามูลค่าปัจจุบันของรถเหมาะสมกับการทำประกัน 2+ หรือไม่ หากรถมีมูลค่าสูงมาก อาจพิจารณาทำประกันประเภท 1 แทน แต่หากรถมีมูลค่าต่ำมาก อาจพิจารณาทำประกันประเภท 3 หรือ 3+
ลักษณะการใช้งานก็เป็นปัจจัยสำคัญ รถที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุชนกับรถคันอื่นสูง จึงเหมาะกับประกัน 2+ แต่รถที่ใช้งานนอกเมืองบ่อย อาจต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการชนกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ยานพาหนะประกอบด้วย
ประวัติการขับขี่ของผู้ใช้รถก็มีส่วนในการตัดสินใจ ผู้ขับขี่ที่มีประวัติการขับขี่ดี มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อย อาจเหมาะกับประกัน 2+ แต่ผู้ขับขี่ที่มีประวัติเกิดอุบัติเหตุบ่อย อาจต้องพิจารณาทำประกันประเภท 1 เพื่อความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น
อายุการใช้งานของรถก็เป็นปัจจัยสำคัญ รถใหม่อายุไม่เกิน 3 ปี อาจเหมาะกับประกันประเภท 1 มากกว่า ในขณะที่รถที่มีอายุการใช้งาน 3-7 ปี มักเหมาะกับประกัน 2+ ส่วนรถที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 7 ปี อาจต้องพิจารณาสภาพรถและมูลค่าประกอบการตัดสินใจ
สุดท้ายคือเรื่องงบประมาณ ประกัน 2+ มีค่าเบี้ยประกันที่ถูกกว่าประกันประเภท 1 แต่แพงกว่าประกันประเภท 2 และ 3 ดังนั้นควรพิจารณางบประมาณที่มีเทียบกับความคุ้มครองที่ต้องการ
